อารยธรรมเมโสโปเมเมีย
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย เป็นดินแดนราบลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบรูณ์ (ปัจจุบัน คือ อิรัก) ดินแดนนี้มีชนเผ่าเซมาติก ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เพื่อครอบครองแย่งชิงความเป็นใหญ่กันตลอดเวลาหลายพันปี อันได้แก่

1. สุเมเรียน คือชนเผ่ากลุ่มแรกที่เข้ามาจับจองที่ราบลุ่มเมโสโปเตเมีย แต่ไม่ใช่พวกแรกที่เข้า มาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ อารยธรรมหรือความเจริญของพวกสุเมเรียน ได้แก่
– การปกครอง มีการปกครองแบบนครรัฐ และมีการทำสงครามรบกันอยู่เสมอๆ นครรัฐใดได้รับชัยชนะก็มีสิทธิปกครองตนเอง โดยมีผู้นำในการปกครอง เรียกว่า “เปตาซี” เป็นทั้งพระและกษัตริย์
– เศรษฐกิจ พวกสุเมเรียน มีความรู้และรู้จักทำระบบการชลประทานเพื่อการเกษตร เช่น เขื่อน คลอง คู ทดน้ำ และสามารถผลิตพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ธัญพืช ได้มากมาย
– มีการประดิษฐ์อักษรคูนิฟอร์ม เป็นอักษรลิ่ม เขียนด้วยก้านอ้อ ลงบนแผ่นดินเหนียว
– ด้านวิทยาศาสตร์ ค้นพบวิธีการคูณ การหาญและการคำนวณหาสแควร์รูต ตลอดระบบตัวเลข และ น้ำหนักมาตราชั่ง ตวง วัด เลขฐาน 60 ประดิษฐ์นาฬิกาและปฎิทินทางจันทรคติ
– โหราศาสตร์ รู้จักนำสมุนไพรมาทำเป็นยารักษาโรคร่วมกับวิธีการทางไสยศาสตร์ เวทย์มนต์คาถา
– ศาสนา ชาวสุเมเรียนมีชีวิตผูกพันอยู่กับศาสนา นับถือบูชาเทพเจ้าหลายองค์ และเชื่อว่าเมื่อคนตายถือว่าเป็นจุดสิ้นสุด และศพจะถูกฝังอยู่ใต้พื้นบ้าน
– สถาปัตยกรรม วิหารซิกูแรต (Ziggurat) ไว้สำหรับบูชาเทพเจ้า ลักษณะคล้ายปีรามิด มีบันไดทอดยาว ขึ้นไป

2. อมอไรท์ เป็นชนเผ่าเซเมติกอาศัยอยู่ในทะเลทรายอารเบีย ได้เข้าทำลายอาณาจักรของพวกสุเมเรียน และเอาชนะ พวกอัคคาเดียนได้ ชาวอมอไรท์ได้สถาปนากรุงบาบิโลนเนียขึ้นเป็นจักรวรรดิบาบิโลนเนีย หรือ The Old Babylonians จัดการปกครองแบบเอกาธิปไตย อำนาจสูงสุดอยู่ที่กษัตริย์เพียงองค์เดียว
– ผลงานชิ้นสำคัญ ประมวลกฎหมายที่ชื่อว่า The Code Of Hummurabi หรือกฎหมายตาต่อตา ฟันต่อฟัน มี 282 มาตร
– ด้านศาสนา มีความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ นับถือเทพจ้าหลายองค์ เทพเจ้าสูงสุด คือ เทพมาร์คุด เชื่อในเวทมนต์คาถา
จักรวรรดิบาบิโลนเนียหลังจากสมัยพระเจ้าฮัมมูราบีแล้วก็ค่อยๆเสื่อมลง และถูกพวกแคชไซต์พวกอานารยชนเข้ารุกรานทำลายบาบิโลน
3. อัสซีเรียน พวกนี้เป็นพวกดุร้ายป่าเถื่อนและชอบการทำสงคราม มีการสร้างถนนเพื่อส่งกองทับไปรบและส่ง ข่าวสารทางทหาร ด้านศิลปะที่มีชื่อเสียงมาก คือ การแกะสลักภาพนูนต่ำ จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการสงคราม และการล่าสัตว์ที่น่ากลัว ด้านสถาปัตยกรรม สร้างวิหารด้วยหินแทนอิฐตากแห้ง ตัวอาคารเน้นความใหญ่โตมหึมา มีการสร้างห้องสมุดและให้พวกนักปราชญ์รวบรวมงานเขียนมาเก็บไว้
4. แคลเดียน พวกนี้อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟติส ได้ปรับปรุงบาบิโลนเนียให้เจริญขึ้นอีกครั้ง จนกลายเป็นนครที่งดงาม โดยการปลูกต้นไม้คลุมหลังคาอย่างหนาแน่นเรียกว่า สวนลอยบาบิโลน ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก พวกนี้มีความเจริญด้านโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ บอกว่าสัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน

5. ฮิบรูว์ หรืออีก2ชื่อ คือ ยิว กับ อิสราเอไลท์ เป็นพวกเร่ร่อนไปในที่ต่างๆ สุดท้ายก็เดินทางมายังดินแดนของพระเจ้าหรือคานาอัน (ปาเลสไตน์)
– ศาสนา (ศาสนายูดาย) ในสมัยแรกๆชาวยิวนับถือเทพเจ้าหลายองค์ แต่ภายหลังเปลี่ยนมานับถือพระยโฮวาห์เพียงพระองค์เดียว
– วรรณคดี วรรณคดีสำคัญชิ้นสำคัญ คือ พระคัมภีร์เดิม The Old Testament) รวบรวมมาจากระเบียบประเพณี ประวัติศาสตร์ สุภาษิต บทเพลงสวดที่สำคัญ บทเพสงสวดที่สำคัญๆ
– ปรัชญา เป็นความคิดเกี่ยวกับปัญหาชีวิตและโชคชะตาของมนุษย์ เช่น จักรกลนิยม ชะตากรรมนิยม
อารยธรรมอียิปต์ (อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์)
เป็นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ อียิปต์ได้รับความชุ่มชื้นจากแม่น้ำไนล์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน เฮโรโดตัส (Herodotus) บิดาของประวัติศาสตร์สากลได้กล่าวไว้ว่า “Egypt is the gift of the Nile” (อียิปต์เป็นของขวัญของแม่น้ำไนล์) เพราะในเดือนกรกฎาคมของทุกปีน้ำในแม่น้ำไนล์จะไหลท่วมทั้งสองฝั่งและจะเริ่มลดลงในเดือนตุลาคม เมื่อน้ำลดลงจะทิ้งโคลนตมไว้บริเวณริมฝั่งน้ำ ซึ่งเป็นปุ๋ยในการเพาะปลูกอย่างดี ชาวอียิปต์โบราณจึงรู้จักการทำนา ทำทำนบกั้นน้ำ ขุดคูส่งน้ำ ดินแดนอียิปต์ในสมัยโบราณประกอบด้วย 2 ส่วนที่สำคัญคือ

1. อียิปต์บน (Upper Egypt) บริเวณที่แม่น้ำไนล์ไหลผ่านหุบเขา ทั้งสองฝั่งแม่น้ำบริเวณนี้เป็นหน้าผาลาดกว้างและเต็มไปด้วยเนินเขาที่แห้งแล้ง
2. อียิปต์ล่าง (Lower Egypt) บริเวณที่แม่น้ำไนล์แตกสาขาออกเป็นรูปพัด ไหลลงสู่ทะเลเมอร์ดิเตอร์เรเนียน ชาวกรีกโบราณเรียกว่าเดลต้า (Delta) เป็นบริเวณปลายสุดของแม่น้ำ ซึ่งอารยธรรมโบราณของอียิปต์ได้เจริญบริเวณนี้
อารยธรรมกรีก
คำว่า “กรีก” เป็นคำที่ชาวโรมันเรียกชาวกรีกและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แต่ชาวกรีกเรียกตัวเองว่า “เฮเลน” และเรียกชื่อประเทศของตัวเองว่า “เฮลาส”
กรีกตั้งอยู่ตอนใต้ของคาบสมุทรบอลข่าน ชาวกรีกส่วนใหญ่เป็นชาวเขา ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และกสิกรรมด้วยตัวเอง ไม่ได้อาศัยความร่วมมือหรือความช่วยเหลือจากรัฐมากนัก ดังนั้นชาวกรีกจึงมีความเป็นอิสระ แข็งแรง กล้าหาญ และรักเสรีภาพมาก

– ด้านการปกครอง ปกครองแบบนครรัฐ ซึ่งแต่ละนครรัฐจะมีอิสระในการปกครองตนเอง มีนครรัฐที่สำคัญได้แก่
1. นครรัฐเอเธนส์ เป็นต้นแบบรัฐประชาธิปไตย ปกครองโดยสภาที่ได้รับการเลือกตั้งจากพลเมือง
2. นครรัฐสปาร์ตา มีการปกครองแบบทหารนิยม และเป็นต้นกำเนิดการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ
– ด้านศาสนา ชาวกรีกโบราณมีความผูกพันกับศาสนาเป็นอย่างมาก มีการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ มีซีอุสเป็นเทพเจ้าสูงสุด โพไซดอนเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเล อพอลโลเป็นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ แต่ความเชื่อเรื่องพระเจ้า ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันมากนัก
– ด้านปรัชญา มีนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น
1. โซเครติส สอนแนวคิดการใช้เหตุผลและสติปัญญา โดยการตั้งคำถามปลายเปิดให้ผู้ถูกถามขบคิด
2. เพลโต โด่งดังจากผลงานหนังสือ “อุดมรัฐ” เสนอแนวคิดการปกครองประเทศว่าควรมีผู้นำเป็นนักปราชญ์
3. อริสโตเติล เป็นบิดาวิชาการรัฐศาสตร์ เพราะวิจัยรูปแบบการปกครองแบบนครรัฐกว่า 150 แห่ง
4. เฮอโรโดตัส บิดาแห่งวาประวัติศาสตร์โลก บันทึกสงครามกรีก-เปอร์เซีย ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์
– ด้านการแพทย์ “ฮิปโปกราติส” บิดาการแพทย์ พบว่าโรคต่างๆ มีสาเหตุมากจากธรรมชาติไม่ใช่พระเจ้าลงโทษ
– ด้านวิทยาศาสตร์ พีทากอรัส เป็นผูสร้างทฤษฎีสามเหลี่ยม ,อาร์คิมีดีสพบแรงลอยตัว ,ยูคลิดพบตัวหาร หรม.
– มหากาพย์ ที่สำคัญ ได้แก่ มหากาพย์อีเลียด และโอดิสซีย์ของกวีโฮเมอร์
– สงคราม สงครามเพโลพอนเนเชียน เป็นการต่อสู้ระหว่างชาวกรีกด้วยกันเอง คือฝ่านเอเธนส์ (ผู้นำการรบทางเรือ) และฝ่ายสปาตาร์ (ผู้นำการรบทางบก) ภายหลังเอเธนส์แพ้ เพราะเกิดโรคระบาด สปาตาร์เข้าครองอำนาจได้ไม่นาน ก็เกิดสงครามกับเปอร์เซีย และถูกเปอร์เซียเข้ายึดครอง
– สถาปัตยกรรม วิหารที่มีชื่อเสียงสุด คือ “วิหารพาร์เธนอน” สร้างเพื่อถวายเทพีอะธีนา มีความสวยงามโดดเด่นด้านประติมากรรม “หัวเสาแบบดอริก” มีลักษณะใหญ่ แข็งแรง และตั้งอยู่บนพื้นโดยตรง ไม่มีฐานรองรับ “หัวเสาแบบไอออนิก” มีลักษณะเล็กเรียว ตั้งอยู่บนฐานทำขึ้นรองรับหัวเสาเป็นลวดลายต่างๆ เป็นเกลียว “หัวเสาแบบโครินเธียน” จะตั้งอยู่บนฐาน หัวเสามีลวดลายละเอียดสวยงาม โดยมากมักจะเป็นช่อดอกไม้และใบไม้ เป็นต้น
อารยธรรมโรมัน
โรมันตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลีริมฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน (1,000 B.C.) ซึ่งมีที่ราบอันกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ มีที่ราบละติอุ่ม อยู่ทางตอนใต้ของกรุงโรมสามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างเต็มที่ บริเวณหุบเขามีป่าไม้เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์ ชายฝั่งทะเลก็สะดวกในการทำการค้ากับต่างแดน
เมื่อ 700 ปีก่อน ค.ศ. พวกอีทรัสกัน ได้ขยายอาณาเขตเข้ามาในคาบสมุทรอิตาลีและเข้ายึดกรุงโรมได้ เมื่อ 509 ปีก่อนค.ศ. ชาวละตินซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกโรมันได้โค่นล้มอำนาจกษัตริย์ของอีทรัสกันลงได้ โรมันมีความเจริญและยิ่งใหญ่จนสามารถเข้ายึดครองกรีกโบราณได้ ทั้งหมดแต่ในทางกลับกัน โรมันกลับตกเป็นเมืองขึ้นของวัฒนธรรมของกรีก เพราะโรมันได้ยึดเอาอารยธรรมหรือความเจริญของกรีกมาใช้เกือบทั้งหมด แต่ยังพอมีผลงานที่โรมันได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเอง และจัดว่าเป็นความเจริญแท้ๆของโรมัน ไม่ได้ลอกของกรีกมา คือ การจัดการปกครองแบบสาธารณรัฐ, ระบบกฎหมาย 12 โต๊ะ

– ด้านการปกครอง ปกครองแบบจักรวรรดิ รวมอำนาจไว้ที่ซีซาร์ (กษัตริย์) ภายหลังการขับไล่กษัตริย์โรมลงสุดท้ายออกไป จึงมีการสถาปนา “กฎหมาย 12 โต๊ะ” ซึ่งเป็นแม่แบบกฎหมายของโลกตะวันตกปัจจุบัน และมีการปกครองแบบสาธารณรัฐเป็นที่แรก
– ด้านการแพทย์ ริเริ่มทำคลอดหน้าท้อง และการใช้ยาสลบก่อนผ่าตัด
– สถาปัตยกรรม เน้นความใหญ่โตแข็งแรง ดัดแปลงสถาปัตยกรรมแบบกรีก เช่น ใช้ประตูโค้ง ,ใช้หลังคาโดมแทนจั่ว สถานที่สำคัญ เช่น โคลอสเซียม ,วิหารแพนธีออน ,ที่อาบน้ำสาธารณะ
– ประติมากรรม ดัดแปลงมาจากรีก เน้นความสมจริง เช่น ภาพแกะสลักครึ่งท่อนบน และภาพแกะสลักนูนต่ำ
– วิศวกรรม สร้างถนนคอนกรีต และสะพานส่งน้ำเพื่อขนส่งน้ำวันละ 300 ล้านแกลลอนจากภูเขาไปยังเมือง
– สงคราม สงครามพิวนิก (โรมันรบกับคาร์เทจ) โรมันรบชนะ ได้ครองดินแดนอิตาลี และทะเลเมดิเตอเรเนียน
– ภาษา โรมันพัฒนา “ภาษาละติน” จากกรีก มี 23 พยัญชนะ เป็นรากของภาษายุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน ภาษาละตินถูกนำไปใช้เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับภาษากรีก
การสิ้นสุดประวัติศาสตร์สมัยโบราณ
หลังจากที่โรมันแบ่งออกเป็นโรมันตะวันออกและโรมันตะวันตก ชนเผ่ายุโรปหรือชนเผ่าติวตอนิก ได้เข้าโจมตีโรมันตะวันตก ในปี ค.ศ.476 เป็นการสิ้นสุดโรมันตะวันออก และประวัติสาสตร์สมัยโบราณ แต่โรมันตะวันตกยังคงอยู่ต่อไปในสมัยกลาง เป็นที่รู้จักในนาม “จักรวรรดิไบเซนไทน์” มีเมืองหลวงชื่อ “คอนสแตนติโนเปิล”